เรื่องเล่าที่ ๔ โบตั๋นโดโระ โคมไฟปิศาจ
posted on 25 Apr 2010 13:30 by obakeyashiki in A-F
โคมไฟเป็นเครื่อใช้ที่จำเป็นมากในยุคที่ไฟฟ้าไม่มี เป็นตัวแทนของแสงสว่างในยุคโบราณ
แต่ก็มีเหมือนกันที่โคมไฟที่เป็นปิศาจ หรือมีวิญญาณ
เรื่องของโคมไฟที่กลายเป็นปิศาจ มีหลายเรื่องด้วยกัน
เรื่องแรก ผีโคมไฟ โออิวะ
โออิวะ หรือโอยวะ เป็นเรื่องผีที่รู้แพร่หลายในญีุุ่่น จากบทระครเรื่อง โทไคดัน โยซึยะ ไคดัน หรือ เรื่องผีในโยซึยะ ซึ่งเขียนโดย ซึรุยะ นัมโบกุ
โดยเรื่องมีอยู่ว่านายผู้หนึ่งนาม อีเอมอน นั้นมีภรรยาที่หน้าตาอัปลักษณ์ แต่เกิดในตระกูลที่ร่ำรวย เขาแต่งงานกับเธอแม้หน้าตาเธอจะอัปลักษณ์เพื่อหวังทรัพย์สมบัติ โดยการวางแผนฆ่านั้น เขาให้เธอแบกตระกร้าบรรทุกถั่วเขียว ไปยังแม่น้ำ แม้จะสงสัย แต่ภรรยาก็ทำตาม และถูกผลักตกแม่น้ำ
ถั่วเขียวอุ้มน้ำค่อย ๆ ฉุดเธอลงสู่ก้นแม่น้ำ และเสียชีวิตในที่สุด
จากนั้นอิเอมอนก็แต่งงานกับผู้หญิงคนใหม่ และมีลูกสาวด้วยกันคนหนึ่ง
แล้วเรื่องราวสยองขวัญก็เริ่มต้นขึ้น
ในคืนที่เงียบสงบขณะที่อิเอมอนกำลังนั่งทอดอารมณืที่ระเบียง ชีวิตมีความสุขทั้งการเงินและครอบครัว
แต่แล้วใบหน้าของอดีตภรรยาก็ปรากฏที่โคมไฟซึ่งแขวนอยู่
อิเอม่อนตกใจมาก จึงเข้าคว้าดาบออกมาฟัน
โคมไฟขาดออกแล้วกลายเป็นปาก มันพูดจาอาฆาตว่าหายนะจะเกิดกับครอบครัวของอิเอม่อน
ด้วยความแค้นของวิญญาณโออิวะ
จากนั้นมาบ้านของอิเอม่อนก็ถูกหลอกลหนอกจากวิญญาณของโออิวะอยู่เนือง ๆ
ลูกสาวก็ล้มป่วย ภรรยาก็เสียชีวิต เขาไม่มีความสุขเลยตลอดชีวิตจนต้องฆ่าตัวตายในที่สุด
เรื่องเล่าก็เปลี่ยนแปลงเนื้อหาไปหลายรูปแบบ แต่ก็ยังคงเรื่องของความแค้นที่โออิวะถูกสามีหักหลังและฆ่าไว้
เรื่องที่สอง โคมไฟนำทาง
เรื่องนี้เป็นหนึ่งในเจ็ดเรื่องพิลึกของเอโดะ ฮนโจ ในกรุงโตเกียว
โดยเรื่องมีอยู่ว่าในคืนหนึ่งที่เงียบสงบของฤดูใบไม้ผลิ ซามุไรคนหนึ่งเพิ่งกลับมาจากการสังสรรค์ที่โยชิวาระ หรือ อากากูสะ โดยมากับผู้ติดตามคนหนึ่ง
ขณะที่เดินทางตุปัดตุเป๋ไปบนถนน ผ่านหน้าประตูวัด โฮองจิ ผู้ติดตามของซามุไรที่เป็นคนขี้ขลาดก็นึกถึงแต่เรื่องที่เคยได้ยินมาบริเวณนี้ และเกิดอาการสั่นเทา รั้งให้ไม่ผ่านทางนี้ แต่ด้วยความเมาและเป็นซามุไร ทำให้เขาไม่กลัวอะไร จึงเดินต่อไป และพบแสงไฟข้างหน้า
เมื่อเห็นแสงไฟก็ใจ ผู้ติดตามก็ชื้นขึ้นมาบ้าง
แสงไฟนั้นอยู่ในโคมที่ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายคนรับใช้ถือไว้ เธอเดินอยู่คนเดียวในทางที่เปลี่ยว
ซามุไรจึงถามเธอว่าจะไปที่ไหน เธอชี้ไปทางหนึ่งแล้วตอบว่าไปทางโน้นค่ะ ท่านไม่มีโคมหรือคะ ดิฉันจะนำทางให้ แล้วก็ออกเดินไปคุยไป กระทั่งสิ้นสุดทาง ซามุไรก็ขอตัว เธอก็บอกขอตัวเช่นกันแล้วก็แยกย้ายกันไป
ซามุไรคิดว่าน่าจะมองส่งเสียหน่อยจึงหยุดหันหลังเพื่อส่งเธอจนลับสายตา
ทว่า ผู้หญิงคนนั้นหายไปแล้ว เหลือแต่ความมืดมิด ผู้ติดตามจึงโพล่งขึ้นว่า
นั่นคือ ไฟนำทาง
กล่าวกันว่ามันคือไฟพิศวงที่มักปรากฏเฉพาะต่อหน้าคน ที่ไม่มีโคมไฟ จะเห็นเป็นดวงไฟติด ๆ ดับ ๆ สว่างเรื่อย ๆ ลอยเรี่ยอยู่ด้านหน้า แม้จะเดินตามเท่าไรก็จับไม่ได้
นับว่่าเป็นปิศาจที่ใจดี และไม่น่ากลัวเลย
เรื่องที่สาม โคมไฟโบตั๋น
เป็นเรื่องของความรักต่างฐานันดรของซามุไรหนุ่มและลูกสาวขุนนาง ชินซาบุโร่และโอซึยุ
ด้วยความที่แตกต่างทางบานะแม้จะมีความรักต่อกันแต่ก็ถูกกีดกัน
ในวันทั้งคู่แอบพบกันก็ถูกจับได้ ฝ่ายชายถูกห้ามไม่ให้มาอีก ไม่เช่นนั้นจะโดนลงโทษ
และขัง ฝ่ายหญิงไว้ในบ้าน จนเธอล้มป่วยและเพ้่อหาคนรักจนเสียชีวิตไป
สองสามวันต่อมา โอยาโนะ พี่เลี้ยงที่ดูแลเธอก็ตายตามไปด้วย
ในวันที่ 13 สิงหาซึ่งเป็นวันไหว้บรรพบุรุษ
มีผู้หญิงสองคนมาหาชินซาบุโร่ที่บ้านโดยถือโคมไฟมาด้วย
คือโอซายุและพี่เลี้ยงของเธอนั่นเอง
เขาจึงต้อนรับอย่างยินดี โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าทั้งคู่ได้เสียชีวิตไปแล้ว
เมื่อทั้งคู่กลับไป ชายข้างบ้านจึงแอบมาบอกว่าทั้งคู่นั้นเป็นผี เพราะได้ตายไปนานแล้ว
ชินซาบุโร่ไม่เชื่อจึงออกตามหาความจริง
เมื่อทราบก็เกิดความกลัวขึ้นมา จึงได้ไปขอเครื่องรางกันภัยจากวัดมาแขวนหน้าบ้าน เพื่อไม่ให้เธอมาหาอีก
ทว่ากลับถูกชายข้างบ้านที่กลัวเหมือนกันเอาไป
สุดท้ายวิญญาณของโอซึยุ และโอยาโนะ ก็พาชินซาบุโร่ไปอยู่ด้วยกัน
นี่เป็นเรื่องสยองขวัญในตำนานพิลึกของจีนที่สืบทอดมาจากราชวงค์หมิง
และถูกแปลงเพื่อให้เข้ากับประเทศญี่ปุ่นกลายเป็นเรื่อง โบตั๋นโดโระ
ซึ่งมีอีกเรื่องเล่าต่อเนื่องว่า วิญญาณของโอซายุนั้นคนอื่นจะเห็นเป็นโครงกระดูกสวมกิโมโนถือโคมไฟ เกิดเป็นเรื่องโครงกระดูกสาว ที่เดินแกร็ก ๆ ไปตามถนนในเวลากลางคืน
เกิดเป็นเรื่องโครงกระดูกสาว
ซึ่งเล่าว่าในคืนเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ของจังหวักอาโอโมริ จะมีผู้หญิงโครงกระดูกเดินไปมา
เธอตอนเป็นคนนั้นขี้เหร่มาก จึงหดหู่ใจถึงขั้นฏ่าตัวตาย พอผ่านไปหลายปีร่างเธอเหลือแต่โครงกระดูก แต่เพื่อนโครงกระดูกด้วยกันทักว่าเธอมีกระดูกที่สวยจัง จากเดิมเป็นคนขี้เหร่ที่ไม่เคยถูกชม จึงเกิดความดีใจและเดินอวดโครงกระดูกของตัวเองไปทั่ว และส่งเสียงแกร๊ก ๆ ตลอดเวลา .......
จบเรื่องโคมไฟปิศาตครับ