โคมไฟเป็นเครื่อใช้ที่จำเป็นมากในยุคที่ไฟฟ้าไม่มี เป็นตัวแทนของแสงสว่างในยุคโบราณ
แต่ก็มีเหมือนกันที่โคมไฟที่เป็นปิศาจ หรือมีวิญญาณ

เรื่องของโคมไฟที่กลายเป็นปิศาจ มีหลายเรื่องด้วยกัน

 

เรื่องแรก ผีโคมไฟ โออิวะ

โออิวะ หรือโอยวะ เป็นเรื่องผีที่รู้แพร่หลายในญีุุ่่น จากบทระครเรื่อง โทไคดัน โยซึยะ ไคดัน หรือ เรื่องผีในโยซึยะ ซึ่งเขียนโดย ซึรุยะ นัมโบกุ

โดยเรื่องมีอยู่ว่านายผู้หนึ่งนาม อีเอมอน นั้นมีภรรยาที่หน้าตาอัปลักษณ์ แต่เกิดในตระกูลที่ร่ำรวย เขาแต่งงานกับเธอแม้หน้าตาเธอจะอัปลักษณ์เพื่อหวังทรัพย์สมบัติ โดยการวางแผนฆ่านั้น เขาให้เธอแบกตระกร้าบรรทุกถั่วเขียว ไปยังแม่น้ำ แม้จะสงสัย แต่ภรรยาก็ทำตาม และถูกผลักตกแม่น้ำ

ถั่วเขียวอุ้มน้ำค่อย ๆ ฉุดเธอลงสู่ก้นแม่น้ำ และเสียชีวิตในที่สุด

 

จากนั้นอิเอมอนก็แต่งงานกับผู้หญิงคนใหม่ และมีลูกสาวด้วยกันคนหนึ่ง
แล้วเรื่องราวสยองขวัญก็เริ่มต้นขึ้น
ในคืนที่เงียบสงบขณะที่อิเอมอนกำลังนั่งทอดอารมณืที่ระเบียง ชีวิตมีความสุขทั้งการเงินและครอบครัว

แต่แล้วใบหน้าของอดีตภรรยาก็ปรากฏที่โคมไฟซึ่งแขวนอยู่
อิเอม่อนตกใจมาก จึงเข้าคว้าดาบออกมาฟัน

โคมไฟขาดออกแล้วกลายเป็นปาก มันพูดจาอาฆาตว่าหายนะจะเกิดกับครอบครัวของอิเอม่อน
ด้วยความแค้นของวิญญาณโออิวะ

จากนั้นมาบ้านของอิเอม่อนก็ถูกหลอกลหนอกจากวิญญาณของโออิวะอยู่เนือง ๆ
ลูกสาวก็ล้มป่วย ภรรยาก็เสียชีวิต เขาไม่มีความสุขเลยตลอดชีวิตจนต้องฆ่าตัวตายในที่สุด

 

เรื่องเล่าก็เปลี่ยนแปลงเนื้อหาไปหลายรูปแบบ แต่ก็ยังคงเรื่องของความแค้นที่โออิวะถูกสามีหักหลังและฆ่าไว้

 

 

เรื่องที่สอง โคมไฟนำทาง


เรื่องนี้เป็นหนึ่งในเจ็ดเรื่องพิลึกของเอโดะ ฮนโจ ในกรุงโตเกียว
โดยเรื่องมีอยู่ว่าในคืนหนึ่งที่เงียบสงบของฤดูใบไม้ผลิ ซามุไรคนหนึ่งเพิ่งกลับมาจากการสังสรรค์ที่โยชิวาระ หรือ อากากูสะ โดยมากับผู้ติดตามคนหนึ่ง

ขณะที่เดินทางตุปัดตุเป๋ไปบนถนน ผ่านหน้าประตูวัด โฮองจิ ผู้ติดตามของซามุไรที่เป็นคนขี้ขลาดก็นึกถึงแต่เรื่องที่เคยได้ยินมาบริเวณนี้ และเกิดอาการสั่นเทา รั้งให้ไม่ผ่านทางนี้ แต่ด้วยความเมาและเป็นซามุไร ทำให้เขาไม่กลัวอะไร จึงเดินต่อไป และพบแสงไฟข้างหน้า

เมื่อเห็นแสงไฟก็ใจ ผู้ติดตามก็ชื้นขึ้นมาบ้าง

 

แสงไฟนั้นอยู่ในโคมที่ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายคนรับใช้ถือไว้ เธอเดินอยู่คนเดียวในทางที่เปลี่ยว
ซามุไรจึงถามเธอว่าจะไปที่ไหน เธอชี้ไปทางหนึ่งแล้วตอบว่าไปทางโน้นค่ะ ท่านไม่มีโคมหรือคะ ดิฉันจะนำทางให้ แล้วก็ออกเดินไปคุยไป กระทั่งสิ้นสุดทาง ซามุไรก็ขอตัว เธอก็บอกขอตัวเช่นกันแล้วก็แยกย้ายกันไป

ซามุไรคิดว่าน่าจะมองส่งเสียหน่อยจึงหยุดหันหลังเพื่อส่งเธอจนลับสายตา
ทว่า ผู้หญิงคนนั้นหายไปแล้ว เหลือแต่ความมืดมิด ผู้ติดตามจึงโพล่งขึ้นว่า
นั่นคือ ไฟนำทาง

กล่าวกันว่ามันคือไฟพิศวงที่มักปรากฏเฉพาะต่อหน้าคน ที่ไม่มีโคมไฟ จะเห็นเป็นดวงไฟติด ๆ ดับ ๆ สว่างเรื่อย ๆ ลอยเรี่ยอยู่ด้านหน้า แม้จะเดินตามเท่าไรก็จับไม่ได้

นับว่่าเป็นปิศาจที่ใจดี และไม่น่ากลัวเลย

 

เรื่องที่สาม โคมไฟโบตั๋น

เป็นเรื่องของความรักต่างฐานันดรของซามุไรหนุ่มและลูกสาวขุนนาง ชินซาบุโร่และโอซึยุ
ด้วยความที่แตกต่างทางบานะแม้จะมีความรักต่อกันแต่ก็ถูกกีดกัน

ในวันทั้งคู่แอบพบกันก็ถูกจับได้ ฝ่ายชายถูกห้ามไม่ให้มาอีก ไม่เช่นนั้นจะโดนลงโทษ
และขัง ฝ่ายหญิงไว้ในบ้าน จนเธอล้มป่วยและเพ้่อหาคนรักจนเสียชีวิตไป

สองสามวันต่อมา โอยาโนะ พี่เลี้ยงที่ดูแลเธอก็ตายตามไปด้วย

 

ในวันที่ 13 สิงหาซึ่งเป็นวันไหว้บรรพบุรุษ
มีผู้หญิงสองคนมาหาชินซาบุโร่ที่บ้านโดยถือโคมไฟมาด้วย

คือโอซายุและพี่เลี้ยงของเธอนั่นเอง
เขาจึงต้อนรับอย่างยินดี โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าทั้งคู่ได้เสียชีวิตไปแล้ว

เมื่อทั้งคู่กลับไป ชายข้างบ้านจึงแอบมาบอกว่าทั้งคู่นั้นเป็นผี เพราะได้ตายไปนานแล้ว
ชินซาบุโร่ไม่เชื่อจึงออกตามหาความจริง

 

เมื่อทราบก็เกิดความกลัวขึ้นมา จึงได้ไปขอเครื่องรางกันภัยจากวัดมาแขวนหน้าบ้าน เพื่อไม่ให้เธอมาหาอีก
ทว่ากลับถูกชายข้างบ้านที่กลัวเหมือนกันเอาไป

 

สุดท้ายวิญญาณของโอซึยุ และโอยาโนะ ก็พาชินซาบุโร่ไปอยู่ด้วยกัน

 

นี่เป็นเรื่องสยองขวัญในตำนานพิลึกของจีนที่สืบทอดมาจากราชวงค์หมิง
และถูกแปลงเพื่อให้เข้ากับประเทศญี่ปุ่นกลายเป็นเรื่อง โบตั๋นโดโระ

 

ซึ่งมีอีกเรื่องเล่าต่อเนื่องว่า วิญญาณของโอซายุนั้นคนอื่นจะเห็นเป็นโครงกระดูกสวมกิโมโนถือโคมไฟ เกิดเป็นเรื่องโครงกระดูกสาว ที่เดินแกร็ก ๆ ไปตามถนนในเวลากลางคืน

เกิดเป็นเรื่องโครงกระดูกสาว

ซึ่งเล่าว่าในคืนเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ของจังหวักอาโอโมริ จะมีผู้หญิงโครงกระดูกเดินไปมา
เธอตอนเป็นคนนั้นขี้เหร่มาก จึงหดหู่ใจถึงขั้นฏ่าตัวตาย พอผ่านไปหลายปีร่างเธอเหลือแต่โครงกระดูก แต่เพื่อนโครงกระดูกด้วยกันทักว่าเธอมีกระดูกที่สวยจัง จากเดิมเป็นคนขี้เหร่ที่ไม่เคยถูกชม จึงเกิดความดีใจและเดินอวดโครงกระดูกของตัวเองไปทั่ว และส่งเสียงแกร๊ก ๆ ตลอดเวลา .......

 

 

 

จบเรื่องโคมไฟปิศาตครับ

 

เรื่องเล่าที่ ๓ -เทเค เทเค

posted on 16 Jan 2009 01:49 by obakeyashiki  in T-Z

ถ้าใครเป็นนักศึกษา มช.คงจะคุ้ยกับเรื่องป๊อกครืดดีครับ
ซึ่งก็เป็นเรื่องของนักศึกษาสาวที่ป่วยออกไปไหนไม่ได้ เพื่อนจึงอาสาไปหาอะไรให้กิน แต่ก็ไม่ได้กลับมาอีก มีเพียงเสียงป๊อก และครืด เท่านั้นที่กลับมาหยุดที่หน้าห้อง
แต่เมื่อเปิดออกไปก็พบเพียงอาหารที่ฝากซื้อ

รุ่งเช้าปรากฏว่าเพื่อนของเธอเสียชีวิตไปแล้ว จะโดนฆ่าข่มขืนแล้วหั่นศพ หรือรถชนก็ไม่รู้

แต่ที่รู้คือแขนขาไม่สามารถใช้การได้อีกครับ และเสียงป๊อกและครืด ก็คือเสียงที่เธอเอาฟัน บ้างก็ว่าคางจิกพื้น เพื่อเคลื่อนตัวไปข้างหน้า ถ้าเป้นฟันก็คงเหยินได้ถ้วย

มองตามหลักสรีระศาสตร์แล้วเรื่องเป็นไปลำบากครับ เพราผีคงจะปวดคอมาก ๆ กว่าจะถึงห้องเพื่อน
แต่ที่น่าสังเกตคือ เค้ารักเพื่อนจริง ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องฮิตและเป็นตำนานที่คลาสสิคสุด ๆ ของ มช. หรือมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ครัย

 

และที่ญี่ปุ่นก็มีเรื่องเล่าของหญิงสาวที่ไม่รู้ืำทำอีท่าไหน ไปอยู่กลางทางรถไฟได้ กว่าคนขับจะเห็นรถไฟก็บี้เธอไปแล้วครับ เมื่อรถหยุดลงได้ นายตรวจและคนขับก็ออกค้นหาศพ แต่ทว่าหาอย่างไรก็ไม่เจอครับ อากาศก็หนาวมาทุกที เพราะเป็นฤดูหนาว และหิมะก็เริ่มตกแล้ว กระทั่งพบท่อนล่างที่ถูกรถรางบี้ขาดท่อนออกมา

แล้วท่อนบนไปไหน

ปรากฏว่ากว่าจะพบท่อนบน ก็ต้องเดินไกลออกไปร่วมกิโล และเล่าลือกันว่า จังหวะที่เธอโดนรถทับนั้น เธอยังไม่ตายทันที แต่พยายามคลานต่อไปอีก และขาดใจตายในที่สุด
บางสำนวนก็บอกว่าเธอเกาะรัดนายตรวจจนแข็งตายตามไปด้วยอีกคน

จากนั้นเรื่องนี้ก็กลายเป็นเรื่องสยองขวัญฮิตฮ็อตของญี่ปุ่นที่เล่าลือปากต่อปากจนเป็นตำนานเมืองไป เนื้อหาและรายละเอียดกแปรสภาพไปตามยุคสมัยแต่ตัวเอกก็ยังเป็นผู้หญิงครึ่งท่อนนั่นเอง

มีการเล่าสืบปากต่ออีกว่า พอเธอตายไปแล้วก็กลายเป็นวิญญาณอาฆาต หากมครได้ฟังเรื่องนี้แล้วจะถูกตามมาเอาขาครับ

แต่หากท่องคาถาแล้วก็จะหายไป

ซึ่งก็เป็นที่สยดสยองสองหมื่นโยชน์ จากเดิมแค่ข่าวอุบัติเหตุธรรมดาของญี่ปุ่น ที่มีคนถูกรถไฟทับบ่อย ๆ อยู่แล้ว
เป็นสาเหตุการตายต้น ๆ พอ ๆ กับคนไทยเมาแล้วขับนั่นล่ะครับ เรื่องเล่าสยองขวัญหลอน ๆ กันไป

Abumi แปลว่า โกลน (stirrup) ซึ่งก็คือเหล็กเหยียบพักเท้าสำหรับขี่ม้า
Abumi - Kushi แปลว่า ปากโกลน
ปิศาจตัวนี้ก็คือร่างที่กลายมาจากโกลนที่ตกในสนามรบ ปากของมันจะเป็นโกลน
ส่วนแขนทั้งสองข้างจะเป็นเชือก มีตาและขนปุกปุย

อาบูมิ กูชิเป็นปิศาจจำพวกสึคุโมงามิ (tsukumogami) หรือปิศาจที่เกิดจากสิ่งของในหมวดโอบาเกะ
ออกแบบโดย โทริยามะ เซกิเอ็น นักเขียนภาพปิศาจชื่อดัง

เล่ากันว่าเมื่อโกลนกลายเป็นอาบูมิ-กูชิ มันจะมารอเจ้านายที่สนามรบทุกวันเพื่อหวังวว่าทหารม้าที่ทำมันตกไว้จะกลับมารับมัน

      An arrow is shot deep into the kneecap, and crosses the stirrup as it falls to the ground, hardship falls into its hands, and it sings the same, I don't remember it from a dream.