ถ้าใครเป็นนักศึกษา มช.คงจะคุ้ยกับเรื่องป๊อกครืดดีครับ
ซึ่งก็เป็นเรื่องของนักศึกษาสาวที่ป่วยออกไปไหนไม่ได้ เพื่อนจึงอาสาไปหาอะไรให้กิน แต่ก็ไม่ได้กลับมาอีก มีเพียงเสียงป๊อก และครืด เท่านั้นที่กลับมาหยุดที่หน้าห้อง
แต่เมื่อเปิดออกไปก็พบเพียงอาหารที่ฝากซื้อ

รุ่งเช้าปรากฏว่าเพื่อนของเธอเสียชีวิตไปแล้ว จะโดนฆ่าข่มขืนแล้วหั่นศพ หรือรถชนก็ไม่รู้

แต่ที่รู้คือแขนขาไม่สามารถใช้การได้อีกครับ และเสียงป๊อกและครืด ก็คือเสียงที่เธอเอาฟัน บ้างก็ว่าคางจิกพื้น เพื่อเคลื่อนตัวไปข้างหน้า ถ้าเป้นฟันก็คงเหยินได้ถ้วย

มองตามหลักสรีระศาสตร์แล้วเรื่องเป็นไปลำบากครับ เพราผีคงจะปวดคอมาก ๆ กว่าจะถึงห้องเพื่อน
แต่ที่น่าสังเกตคือ เค้ารักเพื่อนจริง ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องฮิตและเป็นตำนานที่คลาสสิคสุด ๆ ของ มช. หรือมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ครัย

 

และที่ญี่ปุ่นก็มีเรื่องเล่าของหญิงสาวที่ไม่รู้ืำทำอีท่าไหน ไปอยู่กลางทางรถไฟได้ กว่าคนขับจะเห็นรถไฟก็บี้เธอไปแล้วครับ เมื่อรถหยุดลงได้ นายตรวจและคนขับก็ออกค้นหาศพ แต่ทว่าหาอย่างไรก็ไม่เจอครับ อากาศก็หนาวมาทุกที เพราะเป็นฤดูหนาว และหิมะก็เริ่มตกแล้ว กระทั่งพบท่อนล่างที่ถูกรถรางบี้ขาดท่อนออกมา

แล้วท่อนบนไปไหน

ปรากฏว่ากว่าจะพบท่อนบน ก็ต้องเดินไกลออกไปร่วมกิโล และเล่าลือกันว่า จังหวะที่เธอโดนรถทับนั้น เธอยังไม่ตายทันที แต่พยายามคลานต่อไปอีก และขาดใจตายในที่สุด
บางสำนวนก็บอกว่าเธอเกาะรัดนายตรวจจนแข็งตายตามไปด้วยอีกคน

จากนั้นเรื่องนี้ก็กลายเป็นเรื่องสยองขวัญฮิตฮ็อตของญี่ปุ่นที่เล่าลือปากต่อปากจนเป็นตำนานเมืองไป เนื้อหาและรายละเอียดกแปรสภาพไปตามยุคสมัยแต่ตัวเอกก็ยังเป็นผู้หญิงครึ่งท่อนนั่นเอง

มีการเล่าสืบปากต่ออีกว่า พอเธอตายไปแล้วก็กลายเป็นวิญญาณอาฆาต หากมครได้ฟังเรื่องนี้แล้วจะถูกตามมาเอาขาครับ

แต่หากท่องคาถาแล้วก็จะหายไป

ซึ่งก็เป็นที่สยดสยองสองหมื่นโยชน์ จากเดิมแค่ข่าวอุบัติเหตุธรรมดาของญี่ปุ่น ที่มีคนถูกรถไฟทับบ่อย ๆ อยู่แล้ว
เป็นสาเหตุการตายต้น ๆ พอ ๆ กับคนไทยเมาแล้วขับนั่นล่ะครับ เรื่องเล่าสยองขวัญหลอน ๆ กันไป

Abumi แปลว่า โกลน (stirrup) ซึ่งก็คือเหล็กเหยียบพักเท้าสำหรับขี่ม้า
Abumi - Kushi แปลว่า ปากโกลน
ปิศาจตัวนี้ก็คือร่างที่กลายมาจากโกลนที่ตกในสนามรบ ปากของมันจะเป็นโกลน
ส่วนแขนทั้งสองข้างจะเป็นเชือก มีตาและขนปุกปุย

อาบูมิ กูชิเป็นปิศาจจำพวกสึคุโมงามิ (tsukumogami) หรือปิศาจที่เกิดจากสิ่งของในหมวดโอบาเกะ
ออกแบบโดย โทริยามะ เซกิเอ็น นักเขียนภาพปิศาจชื่อดัง

เล่ากันว่าเมื่อโกลนกลายเป็นอาบูมิ-กูชิ มันจะมารอเจ้านายที่สนามรบทุกวันเพื่อหวังวว่าทหารม้าที่ทำมันตกไว้จะกลับมารับมัน

      An arrow is shot deep into the kneecap, and crosses the stirrup as it falls to the ground, hardship falls into its hands, and it sings the same, I don't remember it from a dream.

 

 

ที่แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อรวบรวมเรื่องราวของเหล่าปีศาจจากแดนอุทิศอุทัยไว้

เพื่อเป็นประโยชน์และความรู้เบื้องต้นคล้ายสารานุกรมภูตผีที่ข้าพเจ้าอยากทำมานานแล้ว
จริงอยู่การเข้ามายุ่งเกี่ยวกับโลกวิญญาณนั้นไม่บังควร

กระนั้น ข้าพเจ้าก็ชอบอยู่ดี

ภาพเขียนที่ใช้ประกอบนั้นส่วนใหญ่เป็นของนักเขียนภาพปิศาจชื่อดังที่ผู้คนรู้จักนามว่า โทริยามะ เซกิเอ็น
ลายเส้นพู่กันและคำบรรยายสั้น ๆ นั้น ทำให้มีมนต์ขลังเสมอ และบางส่วนก็เป็นผลงานของเคียวไซ นักเขียนรุ่นหลังโทริยามะ (มีตำนานเล่าว่าเขาเป็นนักเขียนออกแนวไสยดำหน่อย ๆ ด้วย)

 

 ส่วนข้อมูลนั้นรวบรวมจาก การฟัง อ่าน และสอบถาม
เป็นส่วนมาก และเสริมเติมแต่งในลักษณะสำนวนส่วนตัว หากผิดพลาดพลั้งไปหรือมีสิ่งใดเสนอแนะในเชิงต่างก็เชิญติติงแนะนำได้ครับ

 

ในโอกาสปฐมบททักทายนี้ ข้าพเจ้าขอแจกแจงเหล่าปิศาจญี่ปุ่นออกเป็นสามประเภทด้วยกัน

ประเภทแรก เรียกว่า โอบาเกะ (Obake)


โอบาเกะสมมติฐานว่าเป็นเวิร์บของคำว่า บาเกรุ ( bakeru) มีความหมายว่า จะเปลี่ยน (to change)
ซึ่งก็หมายถึงว่า เป็นปิศาจที่กำลังจะเปลี่ยนจากสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งมีและไม่มีชีวิตไปเป็นปิศาจเต็มตัว
สามารถมาจากทั้งธรรมชาติ พืช สัตว์ สิ่งของ หรือแม้แต่คน ก็เป็นโอบาเกะได้

บ้างก็ว่าเป็นวิญญาณในลักษณะหมอกดำที่เข้าสิงในสิ่งของ และ/หรือ เป็นสิ่งของที่มีอายุการใช้งานนานครบ ๙๙ ปี
ทำให้กลายลักษณ์ แปลงร่างเป็นสัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตที่มีส่วนประกอบของข้าวของเครื่องใช้ได้
ที่เรียกว่า สึคุโมงามิ (Tsukumogami)ก็เป็นโอบาเกะประเภทหนึ่ง
หากจะเห็นทานุกิที่มีหัวเป็นทัพพี หรือ หม้อหุงข้าวที่มีหางเป็นพวง ก็พึงระลึกได้เลยว่านั้นคือสึคุโมะงามิ

มีคำกล่าวไว้ว่าเหล่าสึคุโมะงามินั้นมีความแค้นเคืองมนุษย์ ที่ทิ้งมันก่อนจะได้เป็นปิศาจโดยสมบูรณ์
เพราะชาวญี่ปุ่นจะไม่เก็บของที่ใช้ติดต่อกัน ๙๙ ปีไว้ เกรงว่าหากมันครบร้อยจะกลายเป็นปิศาจ พวกสึคุโมะงามิจึงมักเดินขบวนกันในคำคืนของวันทำความสะอาดใหญ่ เพื่อแก้แค้นเหล่าเจ้าของที่ทอดทิ้งมัน

ปิศาจชนิดนี้ นับเป็นมาสคอตของผีญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ เพราะทั้งโคมไฟที่เลียหน้าเราได้ ขวดที่เดินไปมา หรือแม้แต่ผีร่มตาเดียว ก็เป็นสึคุโมะงานมิทั้งนั้น เรียกง่าย ๆ พวกมันก็คือปิศาจของใช้นั่นเอง

 

 

ประเภทที่สอง เรียกว่า โยไค( Yokai)

เป็นปิศาจ ประเภท อสุรกาย คือกายอย่างอสูร เกิดมาในลักษณะนั้น ไม่ได้ปลอมแปลงแปรเปลี่ยนมาจากสิ่งมีชีวิตอื่น แต่สามารถปลอมแปลงตนได้ มีหลากหลายชนิดและนับมาเป็นประเภทที่มีมากที่สุดด้วย

เหล่าโยไคนั้นเมื่อสมัยญี่ปุ่นโบราณ โลกมนุษย์กับนรกนั้นเชื่อมหากันผ่านประตูวิญญาณที่เป็นหลุมอุโมงค์ขนาดใหญ่ พวกมันตะกายขึ้นมาจากนรกหลายชั้นและอาศัยบนโลกมนุษย์มาช้านานมีฤทธิ์อำนาจและนิสัยแผกกันไปตามนิสัยของมัน บ้างก็ทำคุณ บ้างก็นำความเดือดร้อน บ้างก็ได้รับความนับถือ และบ้างก็เป็นตัวอันตราย

 

ประเภทสุดท้าย ยูเร (Yurei)

มันคือวิญญาณคนตายที่ยังไม่ได้ไปแดนสุขาวดีเพราะยังมีห่วงในโลกคน จึงยังป้วนเปี้ยนเวียนวนในภพภูมิต่างไม่ยอมไปยังที่ของตน ยูเรดัง ๆ ก็มีวิญญาณบ้านจาน หรือที่ดังจนเป็นละครก็เป็นเรื่องของคิโยเนะที่ถูกสามีหักหลัง ซึ่งจะนำมาเล่าในโอกาสต่อไป

 

มีคนกล่าวกับข้าพเจ้าว่า ไอ้เรื่องผีสางนี่ขอทีเถอะ เขียนอะไรที่มันสร้างสรรค์กว่านี้ได้หรือไม่
ข้าพเจ้าก็บอกว่า เรื่องนี้นับเป็นความสร้างสรรค์ของข้าพเจ้า ทางคุณไม่ชอบ จะไม่อ่านข้พาเจ้าก็ไม่ได้ยัดเยียดกระไร ดังนั้นก็หมายรวมถึงนักอ่านทุกท่านที่อนุเคราะห์เข้ามายังที่แห่งนี้แล้ว หากไม่ชอบ ขออย่าได้ด่าว่าเลย เพราะลางเนื้อชอบลางยา ใครไม่นำพาก็อย่าแยแส เกลือกว่าอ่านแล้วชอบใจ จะกล่าวปากชมก็เป็นแรงใจต่อคนเขียน

 

ฝากไว้เพียงเท่านี้โอกาสหน้ามีจะนำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟัง 

edit @ 6 Sep 2008 15:23:50 by ObakeUrza